มะกะโท
เรื่องนี้เกิดขึ้นใสมัยกรุงสุโขทัยราชธานีซึ่งเรื่องก็มีอยู่ว่า มีชายหนุ่มคนหนึ่งนามว่ามะกะโท เขาเป็นบุตรพ่อค้าชาวมอญอยู่บ้านเกาะวาน เมืองเมาะตะมะ (เมืองในพม่าในปัจจุบัน) เมื่ออายุได้ 15 ปี บิดาก็ถึงแก่ความตาย เขาจึงทำหน้าที่ค้าขายแทนบิดาวันหนึ่งเขาได้คุมคนหาบสามสิบคนหาบสินค้าไปขายยัง เมืองสุโขทัย ครั้นมาถึงตำบลมะเตวะคนหาบสินค้าคนหนึ่งของเขาเกิดป่วยกระทันหัน ด้วยความสงสารมะกะโทจึงช่วยหาบสินค้าแทน เมื่อเขาหาบสินค้าไปถึงยอดเขาเกิดฝนตกหนักและมีพายุ ทันใดนั้นก็เกิดฟ้าฝ่าลงมาถูกคานหาบหัก โชคดีที่เขาไม่เป็นอะไรถึงแม้ว่าเขาจะเปลี่ยนคานหาบถึงสามครั้ง แต่ก็ถูกฟ้าผ่าถึงสามครั้งด้วยกัน เมื่อเขามอง ไปทางทิศตะวันตกมีฟ้าแลบเห็นเป็นปราสาทหรือราชวัง

เพื่อให้รู้แน่ว่าปรากฏการณ์อันประหลาดนั้นคืออะไร เขาจึงไปหาโหรเพื่อให้ช่วยทำนายในสิ่งที่เขา เห็นนั้น แต่โหรตั้งเงื่อนไขไว้ว่าเขาต้องนำเงินมากองสูงเพียงศรีษะจึงจะทำนายให้และถึงแม้ว่ามะกะโทจะมีเงินอยูเพียงไม่กี่บาทแต่ความที่เขาเป็นคนฉลาดจึงนำเงินที่เขามีอยู่ไปวางไว้บนจอมปลวกและบอกให้โหรมาดู ฝ่ายโหรก็คิดว่าชายผู้นี้ฉลาดนักจึงทำนายให้ว่า มะกะโทเป็นผู้มีบุญญาธิการและจะได้เป็นใหญ่ในทางทิศตะวันตก

เมื่อเดินทางมาถึงกรุงสุโขทัยเขาก็ขายสินค้าจนหมดแล้วจึงบอกให้คนหาบกลับบ้านไปส่วนตัวเขาเอง จะอยู่ในเมืองก่อนและแล้วก็ไปขออาศัยอยู่กับนายช้างของพระร่วงเจ้าผู้ครองกรุงสุโขทัย โดยปกติแล้วมะกะโทเป็นคน ขยันหมั่นเพียร ดังนั้นเขาจึงช่วยนายช้างดูแลช้างทั้งกลางวันและกลางคืน นายช้างจึงรักและเอ็นดูเขา มากเมื่อได้รับพระราชทานเงินเดือนก็จะแบ่งให้มะกะโททุกครั้ง

อยู่มาวันหนึ่ง สมเด็จพระร่วงเจ้าเสด็จไปยังโรงข้าวของพระองค์ในขณะที่ทรงทอดพระเนตรช้างอยู่ บนเกย พระองค์ทอดพระเนตรเห็นมะกะโทกวาดพื้นโรงช้างอยู่ จึงตรัสถามนายช้างว่าเขาเป็นใครเมื่อทรงทราบความจริงจากนายช้างให้เลี้ยงดูมะกะโทไว้ให้ดี เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรช้างอยู่นั้นก็ทรงค่ายพระสลาออกมาแล้วบ้วนพระโอษฐ์ลงเหนือแผ่นดิน ดินกระจายออกไปและทันใดนั้นก็ทอดพระเนตรเห็นเบี้ย ๆ หนึ่งจึง ตรัสให้มะกะโทเก็บเอาเบี้ยๆหนึ่งไว้ มะกะโทกราบบังคมแล้วจึงเก็บเอาเบี้ยตามรับสั่ง

ฝ่ายมะกะโทก็ทีความยินดียิ่งนักถึงแม้ว่าเบี้ยนั้นจะมีค่าเพียงน้อยนิดก็ตามเขาคิดว่ามันมีค่าสำหรับเขามากเพราะเป็นเบี้ยที่ตนได้รับพระราชทาน และเพื่อทำให้มันมีค่ามากยิ่งขึ้นเขาจึงไปซื้อเมล็ดพันธุ์ผักกาดจาก ตลาด แต่ว่าคนขายไม่รู้จะขายให้เขาอย่างไรเพราะจำนวนเงินที่เขานำมาซื้อนั้นน้อยเกินไปที่จะตวงเมล็ดผักกาดแลกเปลี่ยนกันได้ ดังนั้นมะกะโทจึงบอกทางออกให้กับคนขายโดยที่เขาเอานิ้วมือชุบเขฬะแล้วก็จิ้มลงไป ในเมล็ดพันธุ์ผักกาด

“เอาล่ะ ฉันขอเพียงเท่านี้ก็พอไม่ต้องการมากกว่านี้”มะกะโทกล่าว

คนขายพันธุ์ผักยิ้มและยกย่องในความมีปัญญาเฉลียวฉลาดของเขา และคิดว่าชายผู้นี้จะได้เป็นใหญ่ ในอนาคตอย่างแน่นอน

หลังจากได้เมล็ดพันธุ์ผักกาดมาแล้วมะกะโทก็เตรียมดินแล้วจึงนำเมล็ดพันธุ์ผักกาดไปปลูกไว้ใกล้ ๆ นั้น เขาใช้มูลช้างเป็นปุ๋ยทำให้ผักงอกงาม

ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง พระร่วงเจ้าเสด็จมาทอดพระเนตรช้างอีกมะกะโทจึงเก็บผักกาดมาแล้วรีบนำไปถวายพระองค์ ด้วยทรงแปลกพระทัยสมเด็จพระร่วงเจ้าตรัสถามว่าเขาได้ผักกาดมาจากไหนทะกะโทจึงกราบทูลให้ทรงทราบเมื่อทรง ได้ฟังเช่นสมเด็จพระร่วงเจ้าก็มีพระทัยยินดีนักและทรงดำนิว่าบุตรรามัญน้อยนี้ประกอบด้วยความเพียรและมีความเฉลียวฉลาดจึงแต่งตั้งให้เป็นคนทำงานในครัวหลวง มะกะโทก็ทำงานด้วยความขยันขันแข็งเหมือนอย่างเคย สมเด็จพระร่วงเจ้าทรงชอบพระอัชฌาสัยที่เห็นมะกะโทมีความอุตสาหะ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้เป็นขุนวังมอบให้กล่าวในนอกพระราชวัง เมื่อเห็นขุนวังมะกะโทก็มีความอุตสาหะรักษาพระนครอย่างขยันขันแข็ง สมเด็จพระร่วงเจ้าทรงพระเมตตาเขาดุจบุตรในอุทร ทุกคนให้ความเคารพยำเกรงเขามาก

ครั้นต่อมามะกะโทได้ขอพระบรมราชานุญาติกลับไปเยี่ยมหมู่บ้านเดิมของตน เนื่องจากเขาเป็นคนดีทุกคนจึงชอบเขาและให้ความเคารพยำเกรง เจ้าเมืองเมาะตะมะนามว่าอลิมามางเกิดความอิจฉาและคิดแผนกำจัดเขาเสีย อย่างไรก็ตามมะกะโทรู้แผนเสียก่อนเขาจึงตัดสินใจกำจัดอลิมามางก่อน และได้รับเลือกให้เป็นเจ้าเมืองคนใหม่ หลังจากได้ขึ้นครองเมืองแล้วมะกะโทก็สร้างเมาะตะมะขึ้นใหม่จากนั้นจึงมีพระราชสาสน์พร้อมเครื่องราชบรรณาการไปถวายสมเด็จพระร่วงเจ้า พระองค์ทรงดีพระทัยยิ่งนักจึงพระราชทานนามแก่มะกะโทว่า “ พระเจ้าฟ้ารั่ว ” พระเจ้าฟ้ารั่วได้ขยายพระราชอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง

แง่คิด: ความขยันหมั่นเพียรและซื่อสัตย์ย่อมนำความเจริญมาสู่ผู้นั้น

Back